22 - 23 มกราคมที่ผ่านมา
สวนผึ้ง ทริปที่คิดว่าจะเหมือนใครๆ
และแล้วก็ถึงเวลาที่เราจะได้ไปเที่ยวสวนผึ้งซะที
หลังจากที่พยายามจะเที่ยวปาย และเชียงคาน
ในช่วงเวลาที่มันกำลังฮิตไม่ทันชาวบ้านเค้าซักที
ก่อนไป แอบเขียนไดอารี่เอาไว้ว่า
การไปสวนผึ้งหนนี้ก็คงจะเป็นสวนผึ้งเดียวกันกับที่คนอื่นเขาไปกัน
เพียงแต่การเอาตัวเองเข้าไปอยูในภาพถ่าย
ก็อาจจะทำให้เราได้เห็นอะไรมากกว่าการมองจากภาพถ่ายเฉยๆ
แต่นั่นคือความคิดก่อนไปตะหาก
ส่วนความคิดหลังจากกลับมาแล้วนั้น ต้องขอเถียงตัวเองเลยว่า
สวนผึ้ง .. ทริปใครก็ทริปมันเซ่!!
สารภาพว่าก่อนไปแอบตื่นเต้นเล็กๆ
เพราะไปกันเองแค่ 3 สาว ดินสอ แม่ แล้วก็น้าจาด
แต่ละคนเก่งแผนที่กันทั้งน้านนน!!
เรียกว่าเตรียมใจหลงกันตั้งแต่แพลนทริปกันเลยทีเดียวค่ะ
แผนแรกของเรา คือออกจากบ้านน้าจาดตอน 8.00 น.
เอาเข้าจริงก็เลทไปเกือบชม. เหมือนกัน (ข้าพเจ้าสายเอง .. แฮ่)
พอไปถึงที่หมายแรก ซึ่งก็คือก๋วยเตี๋ยวไข่เจ๊แหม่ม ก็ทำเอาเริ่มหิวนิดๆ
แต่ประเด็นคือ!! อุตส่าห์ภูมิใจตัวเองที่ดั้นด้นมาถึงร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังได้
แต่ดันไม่รู้ว่าเขาปิดตรุษจีน!!! -*-
จอดรถเปิดคู่มือหาร้านอื่นกันตรงหน้าร้านเจ๊แหม่ม เย้ยกันซึ่งๆ หน้าเลย
ซึ่งเมนูถัดไปที่เราเลือกคือ "เนื้อต้มบ้านสิงห์" อันมีหน้าตา (ในหนังสือ) น่ากินมว้ากกก
ผลคือ ... ปิดไปอีกร้าน -*-
อยากจะถามว่า นี่เป็นทริปขับรถชมตัวเมืองราด'รี ชิมิเคอะ?
ด้วยความงอนเจ้าของร้านทั้ง 2 และงอนตัวเมืองราชบุรี
เราจึงตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า เห็นร้านไหนน่ากิน .. แวะโลด
ระหว่างนั้น เราก็หาทางไปโรงงานโอ่ง เถ้าฮงไถ่ กันดีกว่า
จริงๆ แล้ว ในตัวเมืองราชบุรีนี้ยังมีที่น่าแวะอีก 2 - 3 ที่
แต่ด้วยความเป็นตัวเมือง ทำให้มีตรอกซอกซอยวกวนเอาการ
ทำให้เราตัดสินใจง่ายๆ ว่า ไปดูโรงงานเถ้าฮงไถ่อย่างเดียวละกัน
แล้วก็ยาวไปสวนผึ้งเลย จะได้ไม่เสียเวลา (หลง) มากนัก
แต่แล้วด้วยบุพเพสันนิวาสที่ทำกันไว้แต่ชาติปางก่อน
ทำให้เราหลง (จริงๆ) หาทางไปโรงงาน แต่ดันไปป๊ะแกลอรี่ของเขาซะงั้น
นอกสาวได้ยินดังนั้นก็กระทืบเบรคปรื้ด ... กลับรถทันใจ
ไปจอดหาของกินทันที (อ้าว .. นึกว่าจะมาดูแกลอรี่ (ฮา))
d-Kunst เถ้าฮงไถ่แกลอรี่
เวลาเปิด อังคาร - เสาร์ 11.00 - 20.00 น.
เข้าไปดูข้างในกัลล์
การเดินชมแกลอรี่ มีลักษณะเหมือนการไปเที่ยวบ้านเพื่อนเก่าสมัยประถม
ให้ความรู้สึกสนิทสนม ทั้งๆ ที่ไปหนแรก
เห็นแล้วหลงรัก อยากย้ายบ้านมาอยู่ติดร้านซะเลย จะแวะไปเยี่ยมมันทุกวัน (ฮา)
ดีใจที่ได้หลงทางมารักเธอ ... ฮิ้วววว
พอดิบพอดีไปทุกมุม
อ้อ .. ลืมไป
จุดประสงค์ที่แวะคือ "กิน" นี่นา
แอบผิดหวังเล็กๆ ค่ะ ที่เขาไม่มีอาหารหลักขายเลย
มีแต่เค้กไม่กี่ชนิด กับเครื่องดื่มเท่านั้น
หลังจากพิจาณาตัวเลือกทั้งหมดแล้ว เรา 3 คนก็สั่งเค้กอย่างเดียวกันมา 3 ชิ้นมันซะเลย
ชีสเค้กอะไรสักอย่าง 3 กับชามะนาว 2
ตอนสั่งก็มึนไปหน่อย ประมาณว่าอยากกินอะไรเปรี้ยวๆ
เลยจัดมาเปรี้ยวมันทุกอย่างเลย (ฮา)
แต่อร่อยกว่าหน้าตาค่ะ
(ไม่รู้เป็นเพราะใส่รวมมาในจานเดียวให้แย่งกันกินหรือเปล่า หนุบหนับๆ อร่อยดี ^^)
กินเค้กแบบที่เรียกว่า "ซัดโฮก" แล้วก็ไปเดินดูแกลอรี่กันต่อ
เลิฟมุมนี้เป็นพิเศษค่ะ มุมในฝันเลย
ฝั่งตรงข้ามเป็นพิพิธภัณฑ์ราชบุรี
ลายกระเบื้องในห้องน้ำ สวยคลาสสิค
แบบนี้เรียกว่า "เงา" งาม หรือเปล่า?
เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเมืองราชบุรี ...
ราชบุรีต้องมีโอ่ง ^^
รูปนี้ดินสอถ่ายค่ะ ^^
บ้านผีปอบภาคที่เท่าไรไม่รู้ ^^
ตัวอย่างการจัดสวนในพื้นที่เล็กๆ
หมาลายจุด
ซึ่งมีต้นแบบนอนอยู่หน้าร้านนี่เอง ^^
และแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังสถานที่ถัดไปซะที
เป้าหมายของเราก็คือ โรงงานโอ่งเถ้าฮงไถ่นี่เองค่ะ
คราวนี้เลยได้ถามทางจากแกลอรี่กันซะเลย รับรองไม่มีหลง
ขับตรงยาวๆ ผ่านไฟแดง แล้วก็เห็นป้ายโรงงาน (รูปบน)
ช้าก่อน!! หากใครจะซ้ำรอยทริปเรา กรุณาโปรดทราบค่ะ
ถ้าเห็นป้ายบนสีฟ้าๆ ขอแนะนำว่าอย่าเข้าทางนี้จะดีกว่าค่ะ
เพราะมันเป็น โรงง๊าน โรงงาน
แนะนำให้ขับเลยไปก่อน ไปเข้าทางถนนเพชรเกษมจะดีกว่า
ทางเข้าจะเป็นตามรูปที่ 2 อ่ะค่ะ ทางนั้นเวิร์คกว่าเยอะ
แต่ด้วยความไม่รู้ ทำให้เราสามคนเลี้ยวรถเข้ามาทางป้ายแรก
แล้วก็พบว่ามันมีโอ่งเรียงรายเต็มข้างทางไปหมดเลย
มีคนงานเดินสวนไปมาเป็นระยะ และทุกคนมองเราด้วยสายตาแปลกๆ
(หรือวันนี้เขาจะปิดหว่า?)
สุดท้าย ก็ตัดสินใจจอดรถลงเดินกัน
ทุลักทุเลพอสมควร กว่าจะฝ่าไปจนถึงด้านหน้าโรงงานเค้าจริงๆ
ระหว่างทางแอบโชคดีได้เห็นโอ่งสวยๆ ที่เขาเอามาแอบไว้ค่ะ ^^"
(จริงๆ แล้วคือมีคนจองแล้วอ่ะนะ)
ถ้าเข้าด้านหน้าตัั้งแต่แรกก็จะเห็นจุดสังเกตยักษ์ใหญ่อย่างนี้
หายากนัก จับมาถ่ายรูปคู่ซะเลย
จริงๆ แล้วหุ่นตัวนี้ (ชื่อดอลล่าร์หรือเปล่านะ?) แม่ดินสอเคยเจอกันหนนึงแล้วที่หอศิลป์ กทม. ค่ะ
เพิ่งรู้ว่าทำจากเถ้าฮงไถ่นี่เอง .. ซู้ดหยอดอ่ะ!
สาวๆ ที่ไปถ่ายรูปด้วยรีเควสให้ถ่ายมิสดอลล่าร์เต็มตัวค่ะ
เห็นหน้าตัวเองเล็กๆ ก็พอ
สาเหตุน่ะเหรอ ก็เพราะวันนั้นแดนแรงมากค่ะ
ถ้าซูมหน้าอาจจะเห็นเหงื่อไหลไคลย้อย
ที่มาพร้อมกับตายิบหยีๆ และคิ้วขมวดๆ หน้ามู่ทู่แน่ๆ ^^
ไกลๆ แบบนี้แหละ งามดีแล้ว ^^
เดินดูของสวยๆ งามๆ กันค่ะ
มีส่วนที่เป็นโกดังโชว์ของด้วย
จริงๆ แล้วน่าจะเอาไว้เก็บข้าวของที่เคยไปออกนิทรรศการต่างๆ ตังหาก
ภายในโรงงาน มีร้านกาแฟเล็กๆ ซ่อนอยู่ด้วย
(ซ่อนซะที่ไหน จริงๆ แล้วอยู่ด้านหน้าเลยต่างหากค่ะ
แต่เราดันมาถึงทีหลังสุด เพราะเดินมาจากทางหลังโรงงาน ... ฮา)
แอบถ่ายรูปอย่างเดียว มิได้สั่งเครื่องดื่มแต่ประการใด เพราะเพิ่งกินมาจากที่แกลอรี่เอง
สองแห่งนี้ไม่ไกลกันค่ะ ถ้ารู้ทางก็ไม่ถึง 20 นาที
หมดไปครึ่งวันแล้ว สามสาวยังเพลินกับเถ้าฮงไถ่กันอยู่เลย
ถ่ายรูปกันจนหนำใจ เริ่มๆ เหนื่อยแล้ว ก็ได้เวลาออกเดินทางไปจุดหมายแห่งใหม่กันซะที
หนนี้ ขับยาวออกสวนผึ้งโน่นเลย
ได้เววลา "ไปต่อ" กันแล้วจ้า
Let's go!!
พอออกนอกตัวเมือง ก็ได้เห็นภูเขาเขียวๆ ตัดกับท้องฟ้าสวยๆ
โชคดีจัง ที่วันนี้ฟ้าเป็นสีฟ้า แถมด้วยเมฆรูปแกะตัวอ้วนๆ เต็มไปหมด
ที่หมายแห่งใหม่ของเรา "บ้านหอมเทียน"
ทีแรก ตั้งใจจะแวะบ้านหอมเทียนวัน พรุ่งนี้ (วันจันทร์)
แต่กลัวว่าวันธรรมดาเขาไม่ให้ปั้นเทียน เลยตัดสินใจแวะกันวันนี้ (วันอาทิตย์) แทน
ก่อนมา นึกว่าบ้านหอมเทียนเป็นบ้าน กระต๊อบเล็กๆ หลังเดียว
ที่ไหนได้ พื้นที่กว้างมาก
กระต๊อบที่เห็นในรูปชาวบ้านนั้น กระจายออกเป็นหลายหลังให้เราค่อยๆ เดินดูกัน
หนึ่งในกระต๊อบหลายๆ หลังนั้น มีร้านอาหารน่ากินอยู่ร้านนึงค่ะ
แต่คนแน่นมาก บวกกับป้ายหน้าของเราคือธารน้ำร้อนบ่อคลึง ซึ่งได้ยินมาว่ามีคอหมูย่างอร่อย
เราจึงตั้งความหวังไว้ที่น้ำ (ร้อน) บ่อหน้าจะดีกว่า
ไปเดินดูบ้านหอมเทียนกันก่อนค่ะ
ตรงนี้เป็นจุดซื้อตั๋ว ถ้าจะเดินลึกเข้าไปกว่านี้ ต้องซื้อบัตรผ่านคนละใบ
ใบละ 30 บาท (นับดินสอด้วยค่ะ)
บัตรผ่านเอาไปแลกเทียนแก้วเล็กๆ ได้ 1 แก้วค่ะ
และนี่คือสาเหตุของการที่เราต้องถ่อมาบ้านหอมเทียนกันในวันอาทิตย์ค่ะ
ไปปั้นเทียนกันดีกว่า >,<
(แต่หลังจากกลับมาแล้ว คาดว่าวันธรรมดาเค้าก็ให้ปั้นเทียนนะ (ลืมถามซะงั้น)
ที่น่าขำก็คือ ก่อนไปถึง เราคิดกันเยอะแยะว่าจะปั้นอะไรดี
แต่พอไปถึงจริงๆ กลับโบ้ยให้เจ้าลูกสาวปั้นคนเดียวซะงั้น 555
และสิ่งที่เจ้าลูกสาวปั้นก็คือ ...
มังคุดนั่นเองค่ะ ^^
น่ารักดี เจ้าลูกสาวปั้นเก่งกว่าที่คิดนะนี่ ^^
เวลาปั้น เขาจะเอาเทียนที่เหลวๆ จากการหลอมไว้ในกา มาเทลงในน้ำในอ่างพลาสติกค่ะ
จากนั้น พี่ที่ดูแล เขาจะเอามือปั้นเป็นก้อนๆ ให้เรา จากนั้นเราจะปั้นเป็นรูปอะไรก็ตามใจเลย
วิธีปั้นจะต้องห้ามคลึงค่ะ เพราะมันจะแตก ปั้นเสร็จก็ต้องคอยแช่น้ำไว้
คาดว่า แช่น้ำเพื่อให้มันเย็นเร็วขึ้นมั๊งคะ ^^"
ปั้นเสร็จชื่นชมกันวันเดียว พอวันรุ่งขึ้นกลับมาถึงบ้านหามังคุดไม่เจอซะงั้น
ทีแรกก็ตกใจ นึกว่าลืมไว้ที่บ้านพัก
เพิ่งมารู้ทีหลังว่าอยู่กับน้าจาดนี่เอง ดีใจจัง ^^
ทริปนี้ของเรา ก็ออกแนวเที่ยวตามกระแสสังคมมาก
จะถ่ายรูปแต่ละที ต้องต่อคิวถ่ายรูปกัน
อย่างโซนขายเทียนที่ประชาชนเน้นถ่ายกันมาเยอะๆ เราเข้าไปได้แป๊บเดียวค่ะ
สู้คนไม่ไหวจริงๆ ขอเปลี่ยนจากทริปสาวโสดเป็นทริปสาวแก่ชั่วคราว (ฮา)
มุมที่ไม่มีคน คือมุมที่แดดร้อนๆ นั่นเอง
เหมาะกับทริปสาวถึกเช่นเรา ^^
มุมนี้ก็ต่อคิวถ่ายกะเค้ามาเหมือนกัน ^^
เมื่อเรากลับกันมาถึงหน้าบ้านหอมเทียนอีกครั้ง
ไอติมกับน้ำหวานๆ ที่เรามองเมินๆ เมื่อขาไป ก็กระโดดเข้าเตะตาเราเต็มๆ
โดยรวมๆ น้ำหวานขายดีกว่าไอติมค่ะ
น่าจะมีสาเหตุมาจากเจ้าลูกลานของแปลกนี่แหละ
ไอติมอร่อยดี แต่ลูกลานรสชาติแปลกๆ นิดหน่อย
นิ่มๆ คล้ายลำไย แต่มีกลิ่นรสแปลกๆ อธิบายไม่ถูก
พักผ่อนพอหายเหนื่อยก็ไปต่อกันดีกว่า
บ่ายกว่าๆ แล้ว ยังไปไม่ถึงไหนกันเลย ผิดคอนเซ็ปต์ชะโงกทัวร์มากๆ
next station is ธารน้ำร้อนบ่อคลึงค่ะ
ถ่ายไปนิดเดียวเพราะเกรงใจเพื่อนร่วมบ่อค่ะ เน้นเล่นน้ำดีกว่า
ที่แปลกก็คือ จินตนาการกันไว้ว่า เที่ยวเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
มาแวะแช่น้ำร้อนปิดท้าย จะได้สบายๆ หายเมื่อย
ที่ไหนได้แช่เสร็จ เหนื่อยหมดแรงกันทั้ง 3 สาว แทบไม่อยากไปไหนต่อ (ฮา)
ได้เวลาเช็คอินกันซักที
ออกจากธารน้ำร้อนบ่อคลึงกันเกือบจะเป็นเวลาปิด (5 โมง)
ทั้งๆ ที่ตั้งใจว่าจะเช็คอินกันตั้งแต่บ่าย 2 สุดท้ายก็ล่วงเลยกันมาถึง 5 โมงกว่า
เอาเทียรัว ทำเอาประทับใจตั้งแต่ทางเข้า
เพราะชวนให้คิดถึงตอนไปบ้านตาดินสอมากๆ
(ชอบนะ ไม่ใช่ไม่ชอบ เพราะมันเงียบสงบ แตกต่างกับสวนผึ้งมุมอื่นๆ ดี)
เรา 3 คนเหนื่อยสุดๆ กะจะไปทิ้งตัวลงที่ห้องพักสักพัก
ก่อนจะออกมาหาอะไรกินมื้อค่ำ
แต่แล้วเอาเทียรัวก็ทำเราประทับใจรอบ 2!!!
เรื่องเซอร์ไพร้ส์ก็คือ ห้องของเรามีคนอื่นเช็คอินไปแล้ว!!!
และเจ้าของรีสอร์ทที่คุยกับเราไว้ไม่อยู่
เจ้าน้องสาวที่เหนื่อยจัด หิวจัด องค์ลงทันใด
(วันนี้ทั้งวัน ได้กินแค่ชีสเค้กจากเถ้าฮงไถ่คนละชิ้นเองค่ะ จะกินร้านไหนก็ปิดตลอด)
และแล้วก็ได้ข้อสรุปแรกจากคุณน้ำว่า จะเคลียร์ห้องที่เราจองไว้คืนเรา
แล้วจะจัดห้องใหม่ให้ลูกค้าห้องนั้น
ตอนนี้ เลยออกไปหาอะไรกินกันก่อน
ไม่ใกล้ ไม่ไกล พาโนซ่าในรีสอร์ทพนาลี ฝั่งตรงข้ามนี่เองค่ะ
แต่ปัญหาก็คือ ครัวยังไม่เปิด จะเปิด 5 โมงครึ่ง (ซึ่งเหลืออีกไม่กี่นาที)
นั่งเล่นชิงช้ารอกันไปก่อน
นั่งรอกันไป น้องสาวก็เคืองไป
เจ้าลูกสาวเองก็เพิ่งน้ำตาแตกหลังจากรู้ว่าเราจะไม่ได้ห้องที่จองไว้
ไม่เอาแล้วเอาเทียรัว
นั่งเปิดหนังสือหารีสอร์ทอื่นกันดีก่า
แปลกดี ที่แม่ดินสอไม่ค่อยโกรธ แถมยังเตรียมใจไว้นิดๆ แล้วด้วย
เหมือนเป็นลางสังหรณ์ (ฮา) เพราะเคยอ่านเจอกรณีแบบนี้ที่พันทิปบ่อยๆ
(หมายถึงที่รีสอร์ทอื่นๆ อ่ะนะ)
แถมเรายังเข้าเช็คอินค่ำ ไม่ได้โทรคอนเฟิร์ม (แต่โอนตังค์เต็มจำนวนไปแล้วนะ)
ไม่คิดเลยว่าจะเจอแจ็คพอต ฝันที่เป็นจริงเข้าให้
และแล้ว คุณน้ำก็โทรกลับมาบอกว่า
เคลียร์ห้องนั้นไม่ได้ เพราะเจ้าของห้องไม่อยู่
(ถ้าทำได้นี่ประทับใจเลยนะ คนที่เขาเช็คอินไปแล้วเขาจะยอมเปลี่ยนห้องจริงๆ อ่ะเหรอ?)
สุดท้าย คุณน้ำก็เสนอห้องอีกห้องให้เรา
เป็นห้องใหม่ แต่ราคาถูกกว่าที่จองไว้
(จากห้อง 4000 เปลี่ยนเป็นห้อง 3500)
(หมายถึงคืนตังค์ส่วนต่างให้ด้วยอ่ะนะ)
น้องสาวก็ไม่ยอม เพราะข้าพเจ้าแอบเดินไปดูแล้วเห็นว่าสีแหววๆ เป็นบ้านตุ๊กตาเลย
คุณน้ำยังโทรกลับมาอีก 2 - 3 ครั้ง
ถือว่าถ้าไม่พลาดตั้งแต่แรก ก็นับว่าเอาใจใส่ลูกค้าดีอยู่ค่ะ
หรือเป็นเพราะเจ้าน้องสาวไปเม้งใส่ไม่รู้ (ฮา) ^^"
เราเลยบอกว่า ขอไปดูห้องก่อนค่อยตัดสินใจละกัน

และแล้ว อาหารก็เริ่มมาเสิร์ฟ
เราก็โทรหารีสอร์ทอื่นๆ ไป เจอห้องว่าง แต่รีสอร์ทไม่ถูกใจบ้าง
หรือรีสอร์ทถูกใจ แต่ห้องไม่ว่างบ้าง
ยังไม่ตกลงใจสักที
พอหนังท้องตึง สองสาวเริ่มหายหงุดหงิด
ปนกับเหนื่อย อยากพักเต็มแก่ เริ่มรามือกับการหาที่พักใหม่
แถมยังใจเย็น เริ่มหายโกรธคุณน้ำแล้ว
(ที่แท้คือโมโหหิวอ่ะนะ .. ฮา)
สุดท้าย ก็ตกลงกันว่า
ถ้ากลับไปแล้วห้องพักห้องใหม่ที่เค้าจัดไว้ให้ดูโอเค ก็พักที่นี่ละกัน
ปล. พนาลีอาหารอร่อยมากค่ะ
ที่โดนสุดคือเห็ดหอมสดอวบๆ ในกุ้งผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์
พิซซ่าก็โอเค กุ้งชุบแป้งทอดก็อร่อย
ตบด้วยต้มแซ่บ แซบสมชื่อ (เสียอย่างเดียวตรงใส่มะเขือเทศอ่ะ)
สรุปแล้ว ไม่รู้ว่าอร่อยจริงหรือเราหิว (ฮา)
ตอนเรากลับไปเอาเทียรัวอีกครั้ง ท้องฟ้ามืดครึ้มมองอะไรไม่เห็นแล้วล่ะค่ะ
น่าจะสักทุ่มกว่าๆ
คุณสมชายเจ้าหน้าที่ที่ดูแลห้องพัก พาเราไปดูห้องที่จะให้เราพักแทน

แต่งแบบนี้เรียกว่าแนวสตรีทหรือเปล่าหนอ ..
เหมาะที่จะมากับแก๊งค์เพื่อนหรือคู่รักเหมือนกันค่ะ ไฟมันสลัวๆ ดี
เปิดยังไงก็ไม่สว่างไปกว่านี้แล้ว (ฮา)
ซึ่งโดยรวมๆ แล้ว ก็ดูดีพอใช้ แต่ไม่เท่ากับห้องที่เราจองไว้ค่ะ
อาจจะเป็นเพราะความคาดหวังด้วยแหละ พอผิดหวังแล้วเลยไม่ดีเท่าที่ควร
ภายในห้องพัก แบ่งออกเป็น 2 ชั้นเก๋ไก๋ (ถ้าไม่ลืมของบ่อยๆ ให้ต้องเดินขึ้นๆ ลงๆ)
มีมุมเล็กๆ น้อยๆ รายละเอียดเยอะดีค่ะ

ห้องน้ำกว้างพอสมควร แต่ก็ไม่เท่าห้องที่เราจองไว้อีกนั่นแหละ
และที่สำคัญ ไม่มีอ่างอาบน้ำด้วยอ่า Y----Y อุตส่าห์เตรียมบับเบิ้ลมาตีฟองเต็มที
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ดินสอร้องไห้ในตอนแรกค่ะ ^^"
ตรงส่วนที่เป็นอ่างล้างหน้า มีหน้าตาบานใหญ่
ตอนเรามาถึงตอนค่ำๆ มองเห็นเป็นกระจกสีทึบๆ คิดว่าปลอดภัยดีค่ะ
ยามเช้าตื่นขึ้นมาเห็นถึงกับต๊กกะใจว่า เจ้าหน้าต่างบานนั้นมันซีทรูใสแจ๋วแหนวเลยทีเดียว
เรียกว่าถ้าเกิดมีคนงานโรคจิตมาสักคน
คงจะตะแคงเล็งๆ แลๆ ส่งสายตามาเห็นตอนเราอาบน้ำได้อยู่เหมือนกัน บรึ๋ยส์ๆๆๆ >,<
(แต่ด้านหลังบ้านมันค่อนข้างเป็นป่าๆ หน่อยนะคะ ถ้าคิดในแง่ดีอ่ะ)

ข้อเสียอีกอย่างนึง (นี่กำลังเล่นเกมแข่งกันหาข้อเสียอยู่ใช่ม๊ายยย)
ข้อเสียที่ว่านี้ก็คือ รีสอร์ทส่วนนี้นั้น ... ใหม่มากกก
ทำให้การที่เราเข้ามาพักนั้น ... ต้องดมกลิ่นสีไปด้วย
เล่นเอานอนเพ้ออยู่เหมือนกันค่ะ ^^"

ข้อเสียอย่างสุดท้าย (สัญญาว่าเป็นอย่างสุดท้ายจริงๆ >,<)
ก็คือ "ประตู" ค่ะ
อย่างที่เห็นกันแล้วว่า รีสอร์ทแห่งนี้นั้น ... แนวมว้ากก
ทำให้ประตูห้องเลยต้องแนวไปด้วย
ซึ่งเราจะไม่มีปัญหาอะไรกับความแนวนั้นเลย ถ้ามันจะไม่ปิดยากขนาดเน้!!
แม่ดินสอกับน้าจาดคิดกันนานมาก ว่าจะถามคุณสมชายดีมั๊ย ว่ามันล็อคยังไง
ที่ไม่กล้าถามทีแรกก็เพราะว่า กลัวว่ารีสอร์ทมันจะใหม่เกิ๊น
และเราเป็น QC รายแรกที่ทำการตรวจพบว่าประตูมันล็อคกลอนไม่ได้ ต้องแก้ไข
และถ้าไม่มีใครรู้ว่าประตูมันไม่ได้ล็อค เราก็ (น่าจะ) ปลอดภัยในระดับหนึ่ง
แต่ถ้าถามแล้ว คนงานเกิดรู้ว่าประตูมันไม่ได้ล็อค ข้าพเจ้ากลัวอ๊า >,<
แต่ถ้าประตูมันล็อคได้ แต่เราโง่เองล่ะ?
ว่าแล้ว ก็ไปเนียนให้คุณสมชายจูนทีวีจอยักษ์ให้ก่อน
แล้วค่อยๆ เลียบๆ เคียงๆ ถามว่า นอกจากเราแล้ว ห้องนี้เคยมีคนพักมาก่อนหรือเปล่า
คุณสมชายบอกว่า มีสิ คนล่าสุดก็เพิ่งเช็คเอ้าท์ไปเมื่อคืนนี้หมาดๆ
เมื่อรีสอร์ทมีคนพัก แปลว่ามันต้องล็อคได้แหงมๆ ว่าแล้วก็ลองแย๊พๆ ถามเขาดู
และผลก็คือ "เราโง่เองค่ะ" ^^"
มันล็อคด้ายยย แต่ต้องทะเลาะกับมัน ออกแรงดึงเข้ามานิดหน่อย
และแล้วคืนนั้น เราก็ได้นอนหลับอยากผาสุก (ซะที) ^^

ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยอาการแจ่มใส แปรงฟันลั้นลาแล้ว (แปลว่ายังไม่ได้อาบน้ำ)
ก็ออกไปถ่ายรูปรอบๆ รีสอร์ทหน่อยดีกว่า
เมื่อคืนเข้ามาแบบมืดๆ มองอะไรไม่เห็นเลย
นี่คือห้องตุ๊กตาๆ แหววๆ ที่แม่ดินสอเห็นทีแรกค่ะ
จริงๆ แล้วมันเป็นห้องแถวรวม 4 ห้องต่างหาก
โดย 2 ห้องกลางเป็นแบบสีสดๆ และ 2 ห้องริมเป็นโกดังๆ

ซึ่งก็เป็นห้องที่เราพักนั่นเอง

เช้านี้เราพบว่า นอกจากห้องเราจะมีคนพักแล้ว
ห้องโกดังห้องริมก็มีคนพักค่ะ เพราะเห็นมีรองเท้าถอดไว้
ส่วนห้องตุ๊กตาทั้ง 2 นั้น ...
1 ในนั้นรู้ว่ามีคนพักค่ะ เพราะเจ้าน้องสาวกับลูกสาวแอบไปเปิดจะดูห้อง
แต่มันดันล็อคจากข้างใน และพอมีคนเปิดออกมา เจ้า 2 สาวก็วิ่งกระจาย (ฮา)
ขออภัยเจ้าของห้องนั้นไว้ ณ ที่นี้ค้าบ ^^"
ไปเดินดูแปลงผักปลอดสารพิษในรีสอร์ทกันดีกว่าค่ะ
นี่เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้แม่ดินสอเลือกพักที่นี่
(ไม่ชอบกินผักนะ แต่ชอบแปลงผักจัง ไม่รู้ทำไม .. ฮา)

เสียดายว่าสวนผักบางส่วนดูซบเซาเหมือนขาดคนดูแลไปหน่อย
แต่พืชผักก็งอกงาม เฟรชชี่ และอากาศก็สดชื่นดีค่ะ ^^


แอบไปดูโรงอาหารกันหน่อย
เหมือนไม่ค่อยมีคนมากินข้าวที่นี่กันเท่าไร เน้นยกไปกินที่ห้องกันมากกว่าแฮะ
(เราก็ด้วย ^^")

แม่ดินสอแอบเห็นบันไดขึ้นบนหลังคาโรงอาหาร ก็ขอแอบปีนขึ้นไปดูซะหน่อย
วิวดีมากๆ ค่ะ แต่ไม่กล้าขึ้นไปเดินนาน เพราะเห็นว่ามีเต๊นท์กางอยู่ 2 เต๊นท์
มีคนนอนหรือเปล่าไม่ทราบได้

ย้อนกลับลงมาแล้วแอบไปดูห้องที่เราของไว้ด้วยความอาลัย
เรียบๆ แต่ดูดี เสียดายจังที่ไม่ได้นอน Y----Y
ป้ายน้ำตาแล้วเชิดใส่ 1 ครั้ง ก่อนจะเดินย้อนกลับมาที่ห้องเราดีกว่า
ถ่ายรูปเล่นรอมื้อเช้ามาเสิร์ฟค่ะ ^^"
จะว่าไป เหล็กที่บันไดก็คมพอดูเหมือนกัน บาดเท้าแม่ดินสอถลอกเลย
มื้อเช้าสำหรับเด็กๆ มาแล้วค่ะ "ข้าวต้มไม่ใส่ผัก" 3 ที่ ^^"
แถมไข่เจียวด้วย
เสียดายที่ข้าวต้มไม่ค่อยอร่อย แต่ไข่เจียวโอเคค่ะ ^^"
จริงๆ แล้วมื้อเช้าดินสอน่าจะต้องจ่ายเพิ่ม 100 บาท แต่มื้อนี้ฟรีค่ะ
น่าจะเป็นอภินันทนาการปลอบใจจากทางรีสอร์ท ^^"
ก่อนเช็คเอ้าท์ เราได้รับเงินส่วนต่างคืน 500 เต็มจำนวน
ทั้งๆ ที่ตอนจอง เราโอนไปแบบมีส่วนลด 15 เปอร์เซ็นท์
ถ้าคุณน้ำไม่ลืม ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งความปลอบใจเช่นกัน ^^"
นอกจากนั้น ยังมีวอทแอพส่งมาหาน้องสาวถามความพอใจอีก 2 ข้อความ
เสียดายที่เราพบกันแบบไม่น่าประทับใจเท่าไร
ไม่เช่นนั้นเราคงตกหลุมรักเอาเทียรัวไม่น้อยเลย
หลังจากเช็คเอ้าท์ เป้าหมายแรกของเราไม่ใกล้ไม่ไกลค่ะ
ข้ามฝั่งกลับมาพนาลีนั่นเอง
เมื่อคืนเจ้าน้องสาวอ่านเจอในไกด์บุ๊คว่ามีไอติมน้ำผึ้งมะนาวน่าอร่อย
ถ่ายรูปเก็บตกเมื่อวานนี้ด้วย
เมื่อวานมาแบบหงุดหงิดๆ เห็นอะไรก็ไม่สวย ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่
และแล้วก็มาถึงร้านไอติมซักที น้องสาวก็สั่งไอติมมะนาวเลย
ที่ไหนได้ พอไปถึงน้ำผึ้งมะนาวกลายเป็นเครื่องดื่มไปซะงั้น
แม่กับดินสอเลยเบนเข็มไปกินไอติมชาเขียวถั่วแดง กับชาไทยช็อคชิพแทน
แล้วก็แอบขโมยกินน้ำผึ้งมะนาวโซดาของน้าจาดแทน
ผลปรากฏว่า มันอร่อยมาก!!! ยกให้เป็นที่ 2 ของทริป รองจากกุ้งผัดเม็ดมะม่วงฯ เลย
>,<
ได้ขนมแล้วก็กระทำการ "เดินกิน" ขึ้นไปที่จุดชมวิว หามุมถ่ายรูปกันค่ะ
เช้าวันจันทร์คนน้อย ไม่ต้องเล่นเก้าอี้ดนตรีแย่งมุมนี้กับใคร ^^
ถ่ายรูปกันจนหนำใจ เราก็บ๊ายบายส่งท้ายพนาลี ก่อนจะรี่ไปซีนเนอร์รี่ทันใด
แต่ภาพที่ปราฏต่อสายต่อทำเอาเราช็อคค่ะ
เราถึงซีนเนอร์รี่ประมาณ 11 โมงไม่ขาดไม่เกินสักเท่าไรนัก
แต่หน้าซีนเนอร์รี่นั้น ... รถจอดพรึ่ด ประชาชนมืดฟ้ามัวดินกันแล้ว
แห่มาจากไหนกันคะ นี่มันวันจันทร์ ไม่ทำงานทำการกันรึ?
(ประเด็นคือ มันเป็นวันเที่ยวไง -*-)
มัวแต่เอ้อระเหยไปหน่อย ไม่งั้นคงรีบมากว่านี้อ่ะนะ
T-------T
ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว
ขอทำหน้าที่คนไทยด้วยการ "ถ่ายรูปกับป้าย" ก่อนเลยค่ะ ^^"
ฟ้าเป็นฟ้า หญ้าเขียวๆ ดูเฉยๆ นี่สวยมากค่ะ (แต่ถ้าไปอยู่ก็ร้อนมากเช่นกัน .. ฮา)

ไปถ่ายรูปกัลล์
สาวๆ พร้อม!!! ... ลุย!!!!
มุมนี้ต้องเข้าคิวถ่ายกันเลยทีเดียวค่ะ มีคนรอเสียบตลอด
ขำก็ขำ แต่ก็เข้าคิวถ่ายกะเค้าเหมือนกัน (ฮา)

เมื่อกระทำภารกิจเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น ...
ก่อนเลี้ยงแกะนี่ดินสอลั้นลามากค่ะ
แต่พอเจอหญ้าคันๆ กับแดดร้อนๆ ยามสายๆ
ก็หมดแรงข้าวต้ม + ไอติมชาไทยชอคชิพในบัดดล
มีแรงป่าโป่งได้ก็เก่งแล้ว ^^"
พอแรงหมด เราก็ไปหาอาหารเติมพลังกันค่ะ
ออกจากซีนเนอร์รี่ไปนิดนึง ก็พบกับปรากฎการณ์รถติดจำเป็นเข้า
เป็นมุมที่ทุกคนต้องจอดถ่ายเลย
เจ้าของรีสอร์ทเค้าไม่ให้เข้า ก็จอดรถถ่ายมันหน้ารีสอร์ทนี่แหละ
ทำเอารถติดยาวเหมือนกัน
ไม่รู้ใครคิดคนแรก แต่เขาทำให้มันกลายเป็นประเพณีไปแล้ว
thailand only อีกอย่างนึง
จัดไปขำๆ ค่ะ ^^
ถึงโซนร้านอาหารของเราแล้ว
แต่คนยังเยอะอยู่ บวกกับยังไม่ค่อยหิวเท่าไร
ไปแวะแล่นฉิวกันก่อนดีกว่า
แม่ดินสอชอบที่สวมหัวกุญแจรูปแกะมาก
แต่เหลือแต่ที่โชว์ ไม่งั้นก็เป็นรูปอื่นๆ ที่ไม่ใช่แกะ เลยไม่ซื้อ
ส่วนผ้าขาวม้าสีสดๆ นั่นก็สวยค่ะ เสียดายที่เป็นกางเกเลสามส่วน คงไม่ค่อยได้ใส่
ถ้าเป็นผ้าขาวม้าเลยนี่หน้าสนมาก
สุดท้าย เลยได้พวงกุญแจรูปลูกกุญแจมาอันนึง (ไม่ได้ถ่ายค่ะ)
ชอบมากๆ แต่ยกให้ป๊าดินสอไปแว้ว (ฮา)
และนั่นแหละ มื้อหนึ่งในสวนผึ้งที่เหมือนใครๆ
อร่อยสมคำร่ำลือ
(แต่ประทับใจกุ้งผัดเม็ดมะม่วงฯ ที่พนาลีมากกว่าหน่อยนึง)
3 อย่างนี้ ยำผักกูดอร่อยสุด
ส่วนเห็ด .. ถ้าวันหลังไปจะลองผัดน้ำมันหอยดูบ้าง
กุ้งชุบแป้งทอดปิดท้ายของลูกสาว
2 วัน 2 ร้าน สั่งเหมือนเดินเด๊ะ
ข้ามมาฝั่งตรงข้ามกัน อิ่มแล้วแหละแต่ขอชิมชาเขียวน้ำผึ้งหน่อยนึง
รสชาติอร่อยดี แต่เป็นอร่อยแบบที่หน้าบ้านเราก็มี เลยไม่ค่อยเห่อเท่าไร
มาเห่ออันนี้ดีกว่า .. ใครเห็นแล้วทำหน้ายี้ยกมือขึ้น?
ทีแรกแม่ดินสอเองก็เฉยๆ กับการเลี้ยงกระต่ายมาก
กะว่าร่วมทำบุญกับให้ดินสอได้เลี้ยงกระต่ายแป๊บๆ เดี๋ยวก็กลับ
แต่!!! กระต่ายมันน่ารักมากอ่ะ มันกรูกันเข้ามา มีเอามือเขี่ยๆ เรียกด้วย
เล่นเอาแม่ลูกกรี๊ดกร๊าดแต๋วแตกกันอยู่หน้ากรงกระต่ายนี่เอง
มิหนำซ้ำ ยังต้องกวักมือเรียกน้าสาวมาแตกด้วยอีกคน
โปรแกรมสุดท้าย ปิดท้ายสวนผึ้งของเราเป็นบ้านขนมหวานสะพานกาแฟค่ะ
แต่แม่ดินสอดันดูแผนที่ผิด เลยขี้เกียจย้อนไป ตัดสินใจกลับกทม. กันเลย
แต่ก็นะ ดินสออุตส่าห์เผื่อท้องไว้กินเค้กหน่อยนึง
เราเลยตกลงกันว่า ถ้าเห็นร้านเค้กที่ไหน จะลองแวะดู
สุดท้าย เราก็เลยได้มาปิดทริปกันอยู่ที่เบลลิซซิโมนี่แล ...
สุดท้าย ท้ายสุด ของลาไปด้วยภาพภาพนี้ค่ะ
เที่ยว 2 วัน ทำรูป 4 วัน
สมกับเป็นทริปที่ประชาชีแห่ไปถ่ายรูปจริงๆ
ขอได้รับความคุณที่ติดตามชม จากสามสาวโสด (บ้างไม่โสดบ้าง) นะคะ ^^

ปล. ที่บอกว่าไม่เหมือนใคร ก็ตรงที่หลงทางออกนอกทริปบ่อยๆ
กับห้องที่จองไม่ได้นอน ห้องที่นอนไม่ได้จองนี่เอง
(มันน่าเหมือนมั๊ยเนี่ยะ -*-)
เสียดายรูปไม่ค่อยขึ้น (เนตช้าค่ะ) เดี๋ยวกลับบ้านแล้วจะอ่านต่อ
สวนผึ้งนี่ครอบครัวเราเพิ่งไปมาหนแรกเอง
แต่ไปแล้วก็ยังอยากไปอีกสักครั้ง
มีอะไรให้เก็บตกเยอะเลย ^^
ตัวเองก็อยากมีลูกสาวและอยากเฝ้ามองดูเขาเติบโตเหมือนกันค่ะ^_^แต่ติดตรงยังหาพ่อไม่ได้ -_-
พ่อของลูกสาวนี่ ถึงเวลาจะมาเองค่ะ
แต่จะเป็นลูกสาวหรือลูกชายนี่สิ น่าลุ้นกว่า ^^"